การเขียนเรียงความ

การเขียนเรียงความ เป็นการเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นข้อความเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจของเราให้ผู้อื่นทราบ

รูปแบบของการเขียนเรียงความ

1. การเขียนคำนำ เป็นการเริ่มเรื่องให้ผู้อ่านรู้ว่า เนื้อหาที่จะอ่านต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร การเริ่มเรื่องเป็นตอนสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอ่านหรือไม่ ดังนั้นจึงมีวิธีการที่จะเร้าความสนใจของผู้อ่านได้หลายทาง และทั้งนี้ต้องให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องและไม่ควรให้ยาวเกินไป

2. เนื้อเรื่อง หมายถึง เนื้อความซึ่งเป็นสาระสำคัญของเรียงความ การจะเขียนเนื้อเรื่องได้ดีต้องมีการวางโครงเรื่องเสียก่อน เพื่อช่วยให้เนื้อเรื่องเป็นไปตามลำดับ ไม่สับสนและมีความเกี่ยวเนื่องกันไปจนจบ

3. การสรุปเรื่องหรือการลงท้าย การสรุปเรื่องหรือการลงท้ายช่วยให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องนี้จบแล้ว ไม่ใช่ทิ้งค้างไว้เฉยๆ ทำให้เกิดความสงสัยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จบแล้วหรือยัง การสรุปไม่ใช่การย่อเรื่องทั้งหมด แต่การสรุปเรื่องหรือการปิดเรื่องที่ดี ต้องสร้างความประทับใจแก่ผู้อ่าน อาจปิดเรื่องด้วยข้อคิดที่คมคายหรือคำประพันธ์สั้นๆก็ได้

ลักษณะสำคัญของเรียงความ

เรียงความที่ดีต้องประกับด้วยลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ

1. เอกภาพ ได้แก่ ความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน เรียงความเรื่องหนึ่งๆ จะต้องมีใจความและความมุ่งหมายสำคัญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เรื่องที่นำมาเขียนจะต้องเกี่ยวข้องสอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกันหรือช่วยเสริมให้เรื่องเด่นชัดขึ้น เรียงความที่ขาดเอกภาพ คือ เรียงความที่มีเรื่องต่างๆปนกันบางเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมก็มี

2. สัมพันธภาพ คือ การเชื่อมโยงข้อความต่างๆ ให้เป็นไปตามลำดับ มีเหตุมีผลรับกัน เรียงความที่มีสัมพันธภาพจะต้องมีเนื้อเรื่องเกี่ยวเนี่องกันไปเหมือนลูกโซ่ เนื้อความต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ

3. สารัตถภาพ คือ การเน้นใจความที่สำคัญให้เด่นชัดขึ้นมา ส่วนที่เป็นพลความจะต้องเป็นพลความที่ช่วยสนับสนุนใจความสำคัญนั้น ถ้าเรียงความมีพลความมากเกินไปเรียกว่าขาดสารรัตถภาพ

ลักษณะเรียงความที่ดี

1. รูปแบบหรือสัดส่วนของเรียงความ จัดได้เหมาะสม วางคำนำ เนื้อเรื่อง สรุปได้ถูกต้องน่าอ่าน

2. เนื้อเรื่องมีแนวคิดตรงประเด็น ให้ความคิดแปลกใหม่ อ้างเหตุผลถูกต้อง ขยายความได้แจ่มแจ้งชัดเจน

3. ความสะอาดและความเป็นระเบียบ ลายมือต้องอ่านง่าย เว้นวรรคถูกต้อง

4. การใช้ภาษา คำนึงถึงข้อต่อไปนี้ - ใช้คำกะทัดรัด เข้าใจง่าย มีความหมายชัดเจน - ใช้คำถูกต้องตรงความหมาย และเหมาะสมกับเรื่อง - ไม่ใช้ภาษาพูด ภาษาถิ่น หรือคำสแลง - ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย - ไม่ใช้ศัพท์บัญญัติหรือศัพท์ทางวิชาการที่ไม่รู้จักกันดี - ไม่ใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ - ไม่ใช้คำย่อ - ไม่ใช้คำแบบภาษาโฆษณา หรือภาษาหนังสือพิมพ์

การใช้โวหารในการเขียนเรียงความ

1. เทศนาโวหาร ใช้ในการเขียนแนวเชิงแนะนำสั่งสอน อธิบายแนวคิดเหตุผลชี้ให้เห็นคุณและโทษ เป็นโวหารเชิงอภิปรายชักจูงให้ผู้อ่านเชื่อหรือคล้อยตามได้

2. บรรยายโวหาร เป็นโวหารที่ใช้การเล่าเรื่องตามที่ได้รู้ได้เห็นมา โวหารแบบนี้มักใช้ในการเขียนบทความ นิทาน นิยาย ประวัติ ตำนาน เป็นต้น

3. พรรณนาโวหาร เป็นโวหารที่ใช้ในการบรรยายเรื่องราวอย่างละเอียดและประณีต นอกจากจะได้ความรู้ยังทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์และความรู้สึก เกิดจินตนาการและความซาบซึ้งใจ โวหารแบบนี้มักใช้พรรณนาสภาพของสถานที่ บุคคล เกียรติคุณความดี เป็นต้น

4. อุปมาโวหาร คือ โวหารเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ มักใช้แทรกอยู่ในโวหารอื่นๆ

5. สาธกโวหาร คือ โวหารหรือกระบวนความที่ยกตัวอย่างประกอบ อาจจะเริ่มต้นด้วยบรรยายโวหาร หือเทศนาโวหาร แล้วยกตัวอย่างขึ้นประกอบ เช่น เขียนเรื่องสามัคคี ผู้เขียนอาจยกนิทานมาประกอบเรื่องก็ได้ เป็นต้น การเขียนเรียงความจากจินตนาการ จินตนาการ คือ ความคิดคำนึงถึงที่เกิดขึ้นในจิตใจ อาจจะเป็นการวาดภาพขึ้นมาตามความคิดฝันหรือความคิดคำนึงนั้นอาจจะมาจากประสบการณ์ แล้วสร้างภาพใหม่ให้กว้างและวิจิตรบรรจงกว่าประสบการณ์เดิม การเขียนเรียงความจากจินตนาการ จะต้องอาศัยศิลปะเฉพาะตัวของผู้เขียน และได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอ

แนวทางการฝึกเขียน

1. ก่อนลงมือเขียนควรทำใจให้สบายไม่กังวล เริ่มหาภาพที่มโนภาพของเราจะชักจูงให้คิด

2. คิดสร้างภาพและพยายามถ่ายทอดเป็นการเขียน

3. เลือกเฟ้นถ้อยคำที่จะเขียน สามารถสื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตามความต้องการ