รับสารด้วย 'การอ่าน'

ในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมีจุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน

จุดประสงค์ในการอ่าน

1. การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโล กข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภท ต่างๆ แม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ

2. การอ่านเพื่อความคิด แนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือก นำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด ผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณ มีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้ทำความผิดนับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดไปอย่างน่ าเสียดาย การอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัยการศึกษา และการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่าน

3. การอ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรักการอ่านหากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้ อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้ มีจำนวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์เป็นต้นจุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน

ประเภทของการอ่าน

หากแบ่งตามวิธีคิดหรือพฤติกรรมการคิดของผู้อ่าน จะได้ดังนี้

1. การอ่านเก็บความรู้ เป็นกิจกรรมที่สำคัญในการเรียน วิธีเก็บความรู้เป็นวิธีธรรมชาติ เมื่อเราอ่านสิ่งที่เขียนเรียบเรียงไประยะหนึ่ง การรับความรู้นั้นอาจจะสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ก็ได้ และการเรียงลำดับข้อมูล เราก็เรียงในลักษณะที่เราเข้าใจ ง่ายต่อการจำ เราอาจบอกผู้อื่นได้ว่า เราได้รับความรู้อะไรบ้าง และเรียงลำดับให้ผู้อื่นฟัง หรือชวนให้ผู้อื่นได้มีความรู้ตาม การอ่านเก็บความรู้นั้น ผู้อ่านอาจเลือกเก็บเฉพาะข้อความรู้ที่ตนต้องการ เพื่อใช้ประโยชน์บางอย่างก็ได้

2. การอ่านเอาเรื่อง เป็นการอ่านที่ผู้เขียนนำเสนอไว้ในบทอ่าน ในระหว่างอ่าน ผู้อ่านต้องคิดติดตามเรื่องราวให้ได้ต่อเนื่องกันไป จึงจะสามารถอ่านได้รู้เรื่องโดยตลอด การอ่านเอาเรื่องจะได้ผลสมบูรณ์ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ รู้เรื่อง และควรจำเรื่องให้ได้ด้วย ซึ่งต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัว และความพยายาม ถ้าหากเราอ่านด้วยความตั้งใจ มีสมาธิ ไม่อ่านโดยเร่งรีบ ก็มักจะรู้เรื่องและเข้าใจเรื่องได้ดี

3. การอ่านวิเคราะห์ คำว่า วิเคราะห์ หมายถึง แยกแยะออกเป็นส่วน ๆ เพื่อทำความเข้าใจ และแลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ การอ่านวิเคราะห์ต้องใช้ความคิดในการอ่านเอาเรื่องเป็นสำคัญก่อน ต้องรู้จักแยกแยะประโยค แล้วพิจารณาว่าส่วนต่างๆมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร โดยต้องพยายามตั้งคำถามให้ได้ว่า เรื่องราว เป็นอย่างไร ใคร ทำอะไร ที่ไหน จะต้องใช้ความคิดพิจารณาจนมีทักษะจนชำนาญ จะทำให้ดียิ่งขึ้น

๔. การอ่านตีความ เมื่ออ่านวิเคราะห์แล้ว ผู้อ่านต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่า สารที่สำคัญที่สุดซึ่งผู้เขียนตั้งใจจะบอกแก่ผู้อ่านนั้นคืออะไร สารนั้นอาจเป็นความตั้งใจ หรือเจตนาแนะนำสั่งสอน เตือนสติ โดยอาจใช้กลวิธีต่างๆกันไป เช่น อาจใช้ถ้อยคำที่ขบขัน หรืออาจบอกไปตรงๆ ในการอ่านชนิดนี้ นอกจากจะตีความทั้งเรื่องแล้วในแต่ละช่วงก็ต้องตีความหมาย โดยเฉพาะเมื่อผู้เขียนแฝงจุดสำคัญที่จะต้องตีความ

การอ่านเพื่อพัฒนาตนเอง

๑. การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองในด้านความรู้ ปกติคนที่รอบรู้ มักจะเป็นผู้ที่รับฟังหรืออ่านสิ่งต่างๆอยู่เสมอ ซึ่งช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข เราอาจจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ด้านสุขภาพอนามัยหรือด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหาอ่านได้ในหนังสือหลายๆประเภท

  • ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน จะอ่านได้จากหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะมีการรายงานข่าวหลายๆด้าน ข่าวในหนังสือพิมพ์ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป เราจึงต้องพิจารณาอย่าหลงเชื่อ โดยเปรียบเทียบข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ สอบถามจากบุคคลอื่น และใช้ดุลยพินิจของตน
  • ความรู้ด้านสุขภาพอนามัย หาอ่านได้จากวารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือเล่มต่างๆ
  • ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันเป็นที่วิตกของบุคคลทั่วไป หาอ่านได้จากวารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม และสิ่งพิมพ์ต่างๆ

๒. การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองในด้านอารมณ์ กล่าวคือ เป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงความรู้สึก โดยให้สามารถควบคุมอารมณ์รุนแรงได้ และมีความรู้สึกต่อสิ่งที่กระทบ ทั้งในด้านที่พึงพอใจและไม่พึงพอใจ ซึ่งเกิดจากการรับสารหลายชนิด โดยสารที่เรามักจะอ่านก็จะต้องเป็นหนังสือที่อ่านแล้วให้ความเพลิดเพลิน
เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น คำกลอน

๓. การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองในด้านคุณธรรม คุณธรรมเป็นเครื่องกำกับจิตใจของมนุษย์ ให้ประพฤติปฏิบัติในด้านดีงาม เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ คุณธรรม ประกอบด้วยความรู้ ความคิด และอารมณ์อันช่วยขัดเกลาจิตใจให้ประณีตยิ่งขึ้น ทำให้เกิดวิจารณญาณ และสติปัญญา สำหรับงานเขียนที่ช่วยพัฒนาด้านคุณธรรมให้แก่ผู้อ่านมีอยู่มาก เช่น งานเขียนเกี่ยวกับธรรมะ ศิลปะ คตินิยม สุภาษิต เป็นต้น